Saturday, February 22, 2014

อาหารชะลอวัย: ครีมล้างหน้ามะขามในมะขามเปียกมีกรดผลไม้ (AHA) เพ...

อาหารชะลอวัย:
ครีมล้างหน้ามะขามในมะขามเปียกมีกรดผลไม้ (AHA) เพ...
: ครีมล้างหน้ามะขาม ในมะขามเปียกมีกรดผลไม้ (AHA) เพิ่มความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นของผิว ด้วยคุณค่าของมะขามร่วมกับขมิ้น นม และน้ำผึ้ง ...

Sunday, February 16, 2014

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น (Virgin Coconut Oil)


น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น (Virgin Coconut Oil) 

coconut coconuts exotic







1. หมักผม ลูบไล้น้ำมันมะพร้าว ลงบนเส้นผม ชโลมปลายผม จนทั่วศีรษะตอนผมแห้ง ก่อนสระ ยิ่งคลุมด้วยผ้าขนหนูอุ่นช่วงที่หมัก จากแห้งกรอบแตกปลายก็นุ่มได้ ผมนุ่มลื่น ชุ่มชื่น ขึ้นทันทีหลังการหมัก ผมนิ่มมาก ไม่แตกปลาย ผมมีน้ำหนัก ดีกว่าทรีทเมนท์

2. ทาบำรุงผิวแทนโลชั่น ทาผิวหลังอาบน้ำ ผิวจะเนียนใส แถมช่วยป้องกันแดดไม่ให้ผิวไหม้เกรียมด้วย ช่วยป้องกันแดด ฝรั่งจึงชอบทาน้ำมันมะพร้าวแล้วไปอาบแดด จะได้ผิวสีน้ำผึ้งแทนสวย ช่วยกันแดด กันมะเร็งผิวหนัง

3. ทาหน้าก่อนนอน .....ทาครีมบำรุงผิวที่ใช้ประจำ เสร็จแล้วหยดน้ำมันมะพร้าวซัก1-2 หยด ทาทั่วหน้า หน้านิ่มมาก เนียนขึ้น รอยสิวจาง
4. คลีนซิ่งออย ใช้น้ำมันมะพร้าว เช็ดเครื่องสำอางค์ที่หน้าและตาแทน make up remover

5. กินลดน้ำหนัก

1-2 ช้อนโต๊ะ ตอนเช้าทุกวัน

http://t2.ftcdn.net/jpg/00/16/81/97/400_F_16819725_dBUe8869y05OxXEg5kJIb7a31w8njlhC.jpg


ครีมล้างหน้ามะขาม

ในมะขามเปียกมีกรดผลไม้ (AHA) เพิ่มความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นของผิว ด้วยคุณค่าของมะขามร่วมกับขมิ้น นม และน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พอกหน้าและล้างหน้า ที่จะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง งดงามน่าสัมผัส ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย


ครีมสมุนไพรมะขาม ครีมสมุนไพรมะขาม มีกรดผลไม้ธรรมชาติ (AHA) ประมาณ 4 % ซึ่งจะช่วยลดการเกิดสิว, ฝ้า, จุดด่างดำ ลดการเกิดริ่วรอยของผิว รูขุมขนกระชับขึ้น ทำให้ผิวหนังที่เสื่อมสภาพแล้วหลุดลอยไป ช่วยให้ผิวหน้าและผิวกายขาวใส เนียนนุ่มเป็นธรรมชาติ ปราศจากกลิ่นตัว วิธีใช้ ผิวหน้า ผิวมัน ควรล้างหน้าด้วยสบู่หรือโฟมล้างหน้าก่อนใช้ ควรผสมน้ำสะอาดเล็กน้อยแล้วขัดเบาๆ จนทั่วใบหน้า หลังจากขัดเสร็จแล้ว พอกทิ้งไว้ประมาณ 2-5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ควรทำอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง หรือถ้าไม่มีอาการแพ้ อาจใช้ได้เป็นประจำทุกวัน

ครีมล้างหน้ามะขาม สูตร 1

สรรพคุณ : ใช้บำรุงผิว ลบรอยเหี่ยวย่น ลบรอยตีนกา

ตัวยาประกอบด้วย :
  1. มะขามเปียก 1 กำมือ
  2. นมสด 2 ช้อนโต๊ะ หรือมะขามเปียก
  3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
  1. นำมะขามเปียก เอารกออก ล้างน้ำให้สะอาด
  2. ผสมกับนมสด แล้วขยำให้เข้ากัน เสร็จแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง
  3. หลังจากนั้นเติมน้ำลงไป คนให้เข้ากัน ก็จะได้ครีมมะขามเปียก ใส่ภาชนะเก็บไว้ในตู้เย็น
วิธีใช้ : นำครีมมะขามเปียกทาให้ทั่วไปหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก
หมายเหตุ : สัดส่วนของสูตรในการทำครีมมะขามสามารถปรับได้ตามความต้องการและสภาพของผิว สูตรนี้เหมาะสำหรับคนผิวมัน ถ้าคนผิวแห้งให้ลดปริมาณมะขามเปียกลง แล้วเพิ่มปริมาณนมสดและน้ำผึ้งให้มากขึ้น

ครีมล้างหน้ามะขาม สูตร 2

สรรพคุณ กรดผลไม้(AHA) จากธรรมชาติ ช่วยลดจุดด่างดำ รอยเหี่ยวย่น ให้ความชุ่มชื้นและความอ่อนเยาว์แก่ใบหน้า

ตัวยาประกอบด้วย :
  1. มะขามเปียกเก่า 1ก.ก.
  2. นมสดรสจืด 4กล่อง
  3. น้ำผึ้ง 10ช้อนโต๊ะ
  4. ขมิ้นชันผง แค่ปลายช้อน
วิธีทำ

ให้นำส่วนผสมทั้งหมดเทรวมกัน แล้วขยำให้เข้ากัน ถ้าข้นให้เติมนมเพิ่มให้พอเหมาะ แล้วใช้ผ้าขาวบางกรอง นำไปตั้งไฟคนสักพักให้พอสุก จึงนำกรอกใส่ขวดไว้ใช้ต่อไป
วิธีใช้ : ใช้ทาบริเวณใบหน้ายกเว้นลูกตา กับปาก แล้วทิ้งไว้สักพัก จึงล้างหน้าช่วยให้ใบหน้าเนียนขึ้น ดูอ่อนเยาว์ลง

ครีมล้างหน้ามะขาม สูตร 3

ส่วนประกอบ
  1. มะขามเปียก 1 ขีด (มีกรดอินทรีย์เร่งการผลัดเซลล์)
  2. นมข้นจืด 1/2 แก้ว (มีเกลือแร่ วิตามินหลายชนิดบำรุงผิวให้นุ่ม)
  3. น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา (บำรุงผิว ลดอาการระคายเคือง)
  4. ขมิ้น, ยาห้าราก,ฟ้าทะลายโจร,ใบบัวบก 1/2 ช้อนชา (ลดอาการอักเสบ บำรุงผิว ระคายเคือง)
  5. หน้าเด้ง กวาวเครือขาว 300 กรัม, หน้าขาว พญาหน้าขาว 1-2 ช้อนชา
วิธีทำ

นำมะขามเปียกมาคั้นกับนมแยกเอาเฉพาะเนื้อมะขามมาผสมกับน้ำผึ้ง ขมิ้น เก็บไว้ในตู้เย็น

วิธีใช้

นำครีมมะขามผสมน้ำเล็กน้อยแต่ถ้าเหลวมากแล้วไม่ต้องผสม โดยทำหน้าให้เปียกก่อน แล้วลูบไล้ครีมมะขามทั่วใบหน้าเบาๆ ระวังเรื่องการระคายเคือง พอกหน้าทิ้งไว้ 5-15 นาที หรือจนแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดไม่ควรถูหรือขัดหน้ามาก เพราะจะทำให้ระคายเคืองได้ง่าย

หมายเหตุ

ห้ามใช้กับคนเป็นสิว
ผิวแห้ง สามารถใช้ล้างหน้าแทนสบู่หรือโฟมล้างหน้าได้เลย ก่อนใช้ควรผสมน้ำสะอาดเล็กน้อยแล้วขัดเบาๆ จนทั่วใบหน้า หลังจากขัดเสร็จพอกทิ้งไว้ประมาณ 2-5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ควรใช้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง (ควรใช้ครีมกันแดดด้วยนะคะ)
ผิวกาย หลังจากอาบน้ำด้วยสบู่หรือครีมอาบน้ำแล้ว ใช้ครีมมะขามสมุนไพรขัดผิวทั่วร่างกาย บริเวณรักแร้ ขาหนีบ ส้นเท้า พอกทิ้งไว้ประมาณ 10 – 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

Cr. สวนหม่อนไม้ สวนกสิกรรมธรรม(ชาติ)วิถี

Sunday, September 22, 2013

ข้อเข่าเสื่อม

ข้อเข่าเสื่อม ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาจเกิดจาก อายุที่มากขึ้น (มักพบในผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป) น้ำหนักตัวมาก พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า และ จากการใช้ข้อไม่เหมาะสม สาเหตุอื่น ๆ เช่น อุบัติเหตุ การติดเชื้อในข้อ เป็นต้น

เมื่อเกิดข้อเสื่อม จะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่าง ภายในข้อ เช่น กระดูกอ่อนผิวข้อบางลง และ ผิวไม่เรียบ มีกระดูกงอกบริเวณขอบ ๆ ข้อ และ เกิดการสูญเสียคุณสมบัติของน้ำไขข้อ ปริมาณมากขึ้น แต่ความยืดหยุ่นลดลง

อาการและอาการแสดงของโรคข้อเข่าเสื่อม อาจพบอาการเพียงอาการเดียว หรือ หลายอาการพร้อมกันก็ได้ ในระยะแรกมักจะเป็นไม่มาก และ เป็น ๆ หาย ๆ แต่เมื่อข้อเสื่อมมากขึ้น ก็จะมีอาการบ่อยมากขึ้น หรือ เป็นตลอดเวลา

• ปวดข้อเข่า รู้สึกเมื่อย ตึงที่ ต้นขา น่อง และ ข้อพับเข่า ผิวหนังบริเวณข้อ อุ่นหรือ ร้อนขึ้น

• ข้อขัด ข้อฝืด เหยียด-งอเข่าได้ไม่สุด มีเสียงดังในข้อเวลาขยับข้อเข่า จากการเสียดสีกันของผิวข้อที่ไม่เรียบ

• ข้อเข่าบวม เพราะน้ำไขข้อมากขึ้นจากการอักเสบ หรือ มีก้อนถุงน้ำในข้อพับเข่าจากเยื่อบุข้อเข่าโป่งออก

• เข่าคดเข้า เข่าโก่งออก หรือ มีกระดูกงอก ทำให้ข้อผิดรูปร่าง กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง


เอกซเรย์ อาจพบสิ่งผิดปกติ เช่น ช่องของข้อเข่าแคบลง กระดูกงอก (ในผู้สูงอายุปกติ ที่ไม่มีอาการก็พบได้ )

ความผิดปกติทางเอกซเรย์ ไม่สัมพันธ์กับอาการปวด บางคนเอกซเรย์พบว่าข้อเสื่อมมากแต่กลับไม่ค่อยปวด โดยทั่วไปแล้ว แพทย์สามารถวินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้โดยไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ ยกเว้นผู้ที่จะรักษาด้วยการผ่าตัด หรือ ผู้ที่รักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น


แนวทางรักษา มีอยู่หลายวิธี เช่น

• ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการงอเข่ามากเกินไป

• กายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อาจใช้ ผ้ารัดเข่า เฝือกอ่อนพยุงเข่า (แต่ถ้าใช้นาน ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อลีบ)

• ยาบรรเทาอาการ เช่น ยาแก้ปวดลดการอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ไตวาย ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

• ยากระตุ้นการสร้างกระดูกอ่อนผิวข้อ (ปกติ กระดูกอ่อนผิวข้อจะไม่สร้างขึ้นใหม่) หรือ ยาชะลอความเสื่อม

• ฉีดน้ำไขข้อเทียม ซึ่งจะช่วยให้อาการดีขึ้นเฉลี่ย 6 เดือน – 1 ปี แต่มีราคาค่อนข้างสูง (13,000-16,000 บาท)

• การผ่าตัด เช่น ผ่าตัดจัดแนวกระดูกใหม่เพื่อลดเข่าโก่ง ส่องกล้องเข้าไปในข้อ หรือ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

วิธีผ่าตัดถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย จะใช้ในผู้ที่มีอาการมาก และรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล เท่านั้น


การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ หรือ เจาะข้อเพื่อดูดน้ำไขข้อออก จะทำให้อาการปวดดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อผ่านไป 1-2 เดือน ก็จะกลับมาเป็นอีก และมีผลข้างเคียง เช่น กระดูกอ่อนผิวข้อบางลง ทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น กระดูกพรุน กล้ามเนื้อลีบ หรือ ติดเชื้อในข้อ จึงถือว่าเป็นเพียงแค่บรรเทาอาการชั่วคราวเท่านั้น

ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ หรือ เจาะดูดน้ำไขข้อออก แต่ถ้าจำเป็นต้องฉีดยาสเตียรอยด์ หรือ เจาะข้อ ก็ต้องป้องกันการติดเชื้อขณะฉีดอย่างดี (ต้องใช้ผ้าปลอดเชื้อคลุมบริเวณที่ฉีด) และ ไม่ควรฉีดมากกว่าปีละ 2-3 ครั้ง หลังจากฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ ต้องลดการใช้งานข้อข้างที่ฉีด ประมาณ 1-2 อาทิตย์ และใช้ผ้าพันรัดเข่าไว้ด้วย



ข้อแนะนำในการดูแลรักษาด้วยตนเอง

1. ลดน้ำหนัก เพราะเมื่อเดินจะมีแรงกดลงที่เข่าประมาณ 5 เท่าของน้ำหนักตัว แต่ถ้า วิ่ง จะมีแรงกดลงที่เข่า เพิ่มขึ้นเป็น 7 – 10 เท่าของน้ำหนักตัว ( การถีบจักรยาน เข่าจะรับแรงกดเพียง 1.5 เท่าของน้ำหนักตัวเท่านั้น )

ดังนั้น ถ้าลดน้ำหนักตัวได้ เข่าก็จะรับแรงกดน้อยลง ทำให้เข่าเสื่อมช้าลงและอาการปวดก็จะลดลงด้วย

2. ท่านั่ง ควรนั่งบนเก้าอี้สูงระดับเข่า ซึ่งเมื่อนั่งห้อยขาแล้วฝ่าเท้าจะวางราบกับพื้นพอดี

ไม่ควร นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งยอง ๆ หรือ นั่งราบบนพื้น เพราะจะทำให้ผิวข้อเข่าเสื่อมเร็วมากขึ้น

3. เวลาเข้าห้องน้ำ ควรนั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก หรือ นั่งบนเก้าอี้สามขาที่มี รู ตรงกลาง วางไว้เหนือคอห่าน

ควรทำที่จับยึดบริเวณด้านข้างโถนั่ง เพื่อใช้จับพยุงตัวเวลาจะลงนั่งหรือจะลุกขึ้นยืน

ไม่ควรนั่งยอง ๆ เพราะผิวข้อเข่าเสียดสีกันมาก และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงขาถูกกดทับ ทำให้เลือดไปเลี้ยงขาได้ไม่ดี

4. นอนบนเตียง ซึ่งมีความสูงระดับเข่า เมื่อนั่งห้อยขาที่ขอบเตียงแล้วฝ่าเท้าจะแตะพื้นพอดี

ไม่ควรนอนราบบนพื้นเพราะต้องงอเข่าเวลาจะนอนหรือจะลุกขึ้น ทำให้ผิวข้อเสียดสีกันมากขึ้น ข้อก็จะเสื่อมเร็วขึ้น

5. หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได ขณะขึ้นลงบันได จะมีแรงกดที่เข่าประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตัว

6. หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งในท่าเดียวนาน ๆ ถ้าจำเป็นก็ให้ขยับเปลี่ยนท่า หรือ เหยียด-งอข้อเข่า บ่อย ๆ

7. การยืน ควรยืนตรง ขากางออกเล็กน้อย ให้น้ำหนักตัวลงบนขาทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน

ไม่ควร ยืนเอียงลงน้ำหนักตัวบนขาข้างใดข้างหนึ่ง เพราะจะทำให้เข่าที่รับน้ำหนักมากกว่าเกิดอาการปวดได้

8. การเดิน ควรเดินบนพื้นราบ ไม่ควร เดินบนพื้นที่ไม่เสมอกัน เช่น บันได ทางลาดเอียงที่ชันมาก หรือ ทางเดินที่ขรุขระ เพราะทำให้น้ำหนักตัวที่ลงไปที่เข่าเพิ่มมากขึ้น และ อาจจะเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย
ควรใส่รองเท้าแบบมีส้นเตี้ย (สูงไม่เกิน 1 นิ้ว) หรือ ไม่มีส้นรองเท้า พื้นรองเท้านุ่มพอสมควร และ มีขนาดกระชับพอดี

9. ใช้ไม้เท้า โดยเฉพาะ ผู้ที่ปวดมากหรือข้อเข่าโก่งผิดรูป เพื่อช่วยรับน้ำหนัก และ ช่วยพยุงตัวเมื่อจะล้ม

วิธีถือไม้เท้า ในผู้ที่ปวดเข่ามากข้างเดียว ให้ถือในด้านตรงข้ามกับเข่าที่ปวด แต่ถ้าปวดทั้งสองข้างให้ถือในข้างที่ถนัด

10. บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ให้แข็งแรง ซึ่งจะช่วยลดอาการปวด ทำให้ข้อเคลื่อนไหวและการทรงตัวดีขึ้น

11. การออกกำลังกายวิธีอื่น

ควรออกกำลังกายที่ไม่ต้องลงน้ำหนักมากนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดินเร็ว ๆ วิ่งเหยาะ ๆ เป็นต้น

ไม่ควร ออกกำลังกายที่ต้องมีการลงน้ำหนักที่เข่าเพิ่มขึ้น เช่น วิ่งเร็ว ๆ เต้นแอโรบิก ฟุตบอล เทนนิส แบดมินตัน บาสเกตบอล เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อเข่าเกิดการฉีกขาดได้และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้

12. ถ้ามีอาการปวด ให้พักการใช้ข้อเข่า และ ประคบด้วยความเย็น/ความร้อน หรือ ใช้ยานวดร่วมด้วยก็ได้


ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้

จุดมุ่งหมายในการรักษาทุกวิธีคือ เพื่อลดอาการปวด ทำให้ข้อเคลื่อนไหวดีขึ้น ป้องกันหรือแก้ไขข้อที่ผิดรูป เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามสมควร

จึงถือว่าแนวทางรักษาข้างต้นเป็นเพียงการรักษาปลายเหตุ เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น และ ยังมีข้อจำกัดในการรักษาอีกด้วย เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะสามารถใช้งานได้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ และ บรรเทาอาการปวดได้ดี แต่ก็มีอายุใช้งานได้นานแค่ 10 -15 ปี

Cr. หมอหมู

Friday, July 5, 2013

ระบบน้ำเหลือง

ระบบน้ำเหลือง


ระบบน้ำเหลืองของร่างกายประกอบขึ้นด้วย ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ต่อมไทมัส ต่อมทอนซิล 
 
หน้าที่หลักของน้ำเหลือง ก็คือ หล่อเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย ถ่ายเทของเสียออกจากเซลล์และเนื้อเยื่อ กลับเข้าไปในกระแสเลือดเพื่อกรองโดยตับและไต ก่อนที่จะขับขยะมีพิษต่างๆออกไปจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ 
 
ขยะมีพิษเหล่านี้ได้แก่ของเสียในร่างกาย สารเคมี ยา บุหรี่ สารปรุงแต่งอาหาร ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี มลพิษในอาหาร อากาศ น้ำ เครื่องดื่ม 
 
Dr. Ann Louise Gittleman, PhD, ประมาณการว่ากว่า 80%ของสตรีมีระบบน้ำเหลืองที่ติดขัด ไม่ไหลเวียน ดังนั้นผู้หญิงที่ต้องการควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนและสุขภาพแข็งแรงจะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญในการเพิ่มการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองให้ดีขึ้น 
 
นอกจากนี้แล้วการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองที่ดีขึ้นยังทำให้ร่างกายหาย ฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ป้องกันไม่ให้อ้วน ป้องกันมิให้เกิดเซลลูไลท์ ลดอาการปวดตามข้อ ปวดศีรษะอีกด้วย

วิธีการเสริมสร้างการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองให้ดีขึ้น 

1. หายใจให้ลึกๆ อย่าลืมว่าร่างกายเรามีปริมาณน้ำเหลืองมากกว่าน้ำเลือดถึง 3เท่าตัว แต่ร่างกายเราไม่มีอวัยวะใดที่ทำหน้าที่สูบฉีดน้ำเหลืองไปทั่วร่างกายเหมือนหัวใจสูบฉีดเลือด ระบบน้ำเหลืองต้องอาศัยการหายใจลึกๆเท่านั้นในการขับดันการไหลเวียนของน้ำเหลืองไปตามเซลล์และอวัยวะ !!!! หากเราหายใจไม่ลึกพอ อนิจจา …ของเสียก็ต้องตกค้างไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบเลือดได้ พิษก็ตกค้างในระบบน้ำเหลืองต่อไป 
 
2. อย่านั่งๆนอนๆ ต้องขยับแข้งขาเร่งให้น้ำเหลืองได้ไหลเวียน ออกกำลัง กระโดดเชือก แอโรบิค เดินขึ้น-ลงบันได 
 
3. ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเร่งการชะล้างและการไหลเวียน จะดีขึ้นไปอีกหากบีบน้ำมะนาวลงไปในแก้วน้ำทุกครั้งที่ดื่มเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนและเร่งการดูดซึมน้ำเข้าเซลล์ 
 
4. เลิกดื่มน้ำอัดลม โซดา น้ำหวานทุกชนิดเพราะ น้ำตาล สีผสมอาหาร สารกันบูดทำให้สร้างภาระอันหนักกับระบบน้ำเหลือง 
 
5. ทานผลไม้สดขณะท้องว่าง ก่อนอาหาร30 นาที (เพราะผลไม้เกือบทุกชนิดถูกย่อยภายในเวลาไม่เกิน30 นาที) เพราะเอ็นไซม์และกรดผลไม้ช่วยชำระล้างระบบน้ำเหลือง ทั้งยังถูกย่อยได้หมดเกลี้ยงขณะท้องว่าง 
 
6. ทานผักใบเขียวมากๆเพื่อเพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์ ช่วยชำระล้างเลือดและน้ำเหลือง.
 
7. ทานถั่ว ถั่วเปลือกแข็ง ธัญญพืชที่ไม่ผสมเกลือ (เช่นเม็ดฟักทอง เม็ดทานตะวัน ) เพื่อเพิ่มกรดไขมันดีๆและโปรตีน 
 
8. ดื่มชาสมุนไพรที่มีสรรพคุณเสริมการทำงานของระบบเลือดและน้ำเหลือง 
 
9. ทุกครั้งที่อาบน้ำ ถูตัว แขนขา เท้า ด้วยแปรงขนอ่อน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลือง ขัดถูลักษณะวงกลมในทิศทางเข้าหาศูนย์กลางร่างกายคือหัวใจ 
 
10. อาบน้ำเย็นและร้อนสลับกันไปมาหลายๆนาทีเพื่อให้ความร้อนขยายเส้นเลือด และน้ำเย็นทำให้เส้นเลือดหดบีบตัว เป็นการเร่งการไหลเวียนน้ำเหลืองใต้ผิวหนัง (แต่ต้องหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดัน สตรีมีครรภ์ )
 
11. การนวดอย่างเบาๆตามผิวหนังทั่วตัว ช่วยเร่งการไหลเวียนของน้ำเหลืองได้มากถึง 78% ทำให้พิษที่คั่งค้างในน้ำเหลืองถูกขับออกได้มากขึ้น ในการนวดพึงสังวรณ์ไว้อย่างหนึ่งคือ การนวดแรงๆอาจรู้สึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดี แต่ไม่เป็นผลดีต่อระบบน้ำเหลืองเลย
 
Source : Wellness 2012

Saturday, June 15, 2013


ออกกำลังกายตอนไหนดี ?


บางตำราก็บอกว่า ตอนเช้าหลังจากตื่นนอน บางตำราก็บอกว่า ตอนเย็น ?

วิทยาศาสตร์การแพทย์และการกีฬาต่างเห็นพ้องกันว่าการออกกำลังกายตอนเช้า ดีที่สุดโดยเฉพาะในรายที่ต้องการลดน้ำหนัก การออกกำลังไม่ว่าจะแบบแอโรบิคหรืออื่นใ...ด ก่อนอาหารเช้าจะมีผลเผาผลาญไขมันได้มากกว่าเวลาหลังอาหาร

เพราะหลังจากอดอาหารขณะนอนหลับมาหลายชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเลือด และน้ำตาลที่สะสมตามกล้ามเนื้อและตับจะมีปริมสณต่ำที่สุด ดังนั้นพอออกกำลังกาย ร่างกายจะไปดึงไขมันที่สะสมออกมาเป็นแหล่งพลังงานทันที แต่หากคุณมีข้อจำกัดไม่สามารถออกกำลังในเวลาดังกล่าวได้ ก็ควรออกกำลังหลังทานอาหารแล้วอย่างน้อย 2-3ชั่วโมง

มีการแพร่ความเชื่อว่าก่อนออกกำลังต้องทานอะไรเข้าไปเพื่อให้เป็นแหล่งพลังงาน นับได้ว่าผิดหลักการอย่างยิ่ง เพราะการออกกำลังครั้งนั้นจะไม่เกิดผลเผาผลาญไขมันส่วนเกินแต่อย่างใด เพราะร่างกายจะหันไปใช้น้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตที่เราเพิ่งทานหรือดื่มเข้าไปก่อนออกกำลังนั่นเอง ยิ่งหากว่าคุณทานหรือดื่มอาหารเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงๆ ก็ปิดประตูไปเลยสำหรับการเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่คุณต้องการ

มีความจริงที่คุณควรทราบก็คือการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายอย่างเดียวนั้นประสบความสำเร็จน้อย

ในปี 2009 มีการตีพิมพ์รายงานการศึกษาใน วารสาร British Journal of Sports Medicine พบว่า ผลการลดน้ำหนักในคนอ้วน จำนวน 58 คนที่เข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังแอโรบิคตลอด 12 สัปดาห์ เฉลี่ยลดได้ประมาณ 7 ปอนด์ ( ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค) แต่บางคนแทบไม่ลดเลยก็มี

ย้อนกลับไปดูผลการศึกษาของ University of Colorado School of Medicine โดยกลุ่มทดลองอาศัยภายในห้องที่ติดตั้งเครื่องวัดอัตราการเผาผลาญพลังงาน หลังจากการบริโภคอาหารประเภทไขมัน และคาร์โบไฮเดรตเปรียบเทียบกัน เพื่อศึกษาว่าการออกกำลังกายจะมีผลต่อเนื่องในการเผาผลาญไขมันระหว่างวันอย่างไร? ปรากฏว่าการออกกำลังไม่ได้เผาผลาญไขมันใดๆ นักวิจัยสรุปว่าการออกกำลังหนักๆจะมีผลไปดึงนำ้ตาลที่สะสมในกล้ามเนื้อและตับออกมาใช้งาน แต่ไม่ได้ดึงไขมันออกมาใช้งาน แต่หากออกกำลังเบาๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป กลับจะมีผลในการเผาผลาญไขมันได้ดีกว่า

ผลการวิจัยนี้สนับสนุนให้ควบคุมการบริโภคอาหารมิให้มีแคลอรี่ส่วนเกินร่วมกับการออกกำลังอย่างสมำ่เสมอ

อ่านมาอย่างนี้แล้วคนขี้เกียจออกกำลังอาจกระหยิ่มได้ใจ

แต่ขอย้ำว่าถึงแม้การออกกำลังกายจะมีผลลดน้ำหนักได้ไม่มากนัก แต่การออกกำลังนั้นมีคุณค่ามหาศาลต่อหัวใจ ความดันโลหิต ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื่อและไขข้อ ปรับสมดุลฮอร์โมนและสภาพจิตและอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

เรียบเรียงจากงานเขียนของ นายแพทย์ Andrew Weil, M.D.
 
 
Source: Wellness2012

Thursday, June 13, 2013

สารอาหารที่ช่วยสมานบาดแผลให้หายเร็วขึ้น



โปรตีน

มีอยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ รวมถึงถั่วเหลือง ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น

โปรตีนจะช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้เซลล์แต่ละเซลล์ประสานยึดติดเป็นเนื้อเดียวกัน
แนะนำให้รับประทานเพิ่มจากปริมาณเดิมที่เคยรับประทานวันละ 2 ช้อนโต๊ะ


วิตามินซี

วิตามินซี ทำหน้าที่สร้างผนังของเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยมีความแข็งแรง และไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ อีกทั้งยังช่วยในการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น จึงทำให้บาดแผลหายเร็วขึ้น

วิตามินซีมีมากในผลไม้สดทุกชนิด พบมากในฝรั่ง มะละกอ ส้มต่างๆ
สำหรับผักที่มีวิตามินซีสสูง ได้แก่ บร็อคโคลี่ พริกหวานสีแดง
ปริมาณที่ควรรับประทาน 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน


ธาตุสังกะสี

ธาตุสังกะสีจะช่วยให้เซลล์สามารถจับกับวิตามินได้มากขึ้น กระตุ้นให้แผลหายเร็วขึ้น
ธาตุสังกะสีพบมากในเนื้อสัตว์ นม ไข่ ตับ ชีส ถั่วเหลือง

การดูแลบาดแผล หลังจากได้รับการรักษาบาดแผลโดยแพทย์แล้ว นอกจากความระมัดระวังเรื่องการติดเชื้อของแผลตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว การเอาใจใส่เรื่องอาหารที่รับประทานในระหว่างฟื้นฟูบาดแผล ก็เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น อย่าละเลยเรื่องคุณค่าอาหารที่เหมาะสม
เพื่อช่วยส่งเสริมการฟื้นฟูบาดแผลให้หายเร็วยิ่งขึ้น



สาระสุขภาพโดยเภสัชกรอุทัย